1. จากรูป หากท่านต้องการที่จะเลี้ยวขวา ท่านควรระมัดระวังและปฏิบัติอย่างไร![]() |
| 2. ข้อใดที่ทำให้การหยุดรถต้องใช้ระยะทางมากขึ้นจึงสามารถหยุดรถได้ |
| 3. ข้อใดเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักการขับรถอย่างปลอดภัย |
| 4. เมื่อท่านขับรถเข้าใกล้รถที่จอดอยู่ข้างทาง.ท่านควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุด |
| 5. หลังจากขับรถลุยน้ำ เมื่อเราขึ้นที่แห้งแล้วควรปฏิบัติเช่นไรเป็นอันดับแรก. |
| 6. ในการข้ามทางรถไฟรางคู่ที่ไม่มีเครื่องกั้นเมื่อรถไฟผ่านไปแล้วผู้ขับรถควรระวังสิ่งใดต่อไปนี้ |
7. จากรูป หากท่านต้องการที่จะเลี้ยวขวา ท่านควรระมัดระวังและปฏิบัติอย่างไร![]() |
| 8. การจอดรถลักษณะใดที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ |
| 9. การขับรถทางไกลเมื่อรู้สึกว่าตนเองง่วงควรปฏิบัติอย่างไร |
10. จากรูป รถคันสีน้ำเงิน หรือรถคันสีเขียว มีสิทธิที่จะได้ไปก่อน![]() |
| 11. ข้อใดต่อไปนี้คือประโยชน์สูงสุดของการชะลอรถด้วยเครื่องยนต์ในขณะลงทางลาดชัน |
| 12. ขณะขับรถยางรถแตก.จะมีอาการอย่างไร |
| 13. ในขณะที่ขับรถอยู่ มีกลิ่นเหม็นไหม้ แอร์เริ่มไม่เย็น เครื่องยนต์เร่งไม่ขึ้น ควรปฏิบัติอย่างไร |
| 14. หลังจากขับรถผ่านบริเวณน้ำท่วม ท่านควรทดสอบระบบใดต่อไปนี้ |
| 15. เมื่อท่านขับรถที่บรรทุกสิ่งของที่มีความสูงจะมีผลอย่างไร |
| 16. การหยุดรถในสถานการณ์ใดจะใช้ระยะทางมากกว่าปกติ |
| 17. ขณะฝนตกใหม่ๆ รถมักลื่นไถล เพราะเหตุใด |
| 18. การตรวจลมยางควรตรวจเมื่อใด |
| 19. เมื่อผู้ขับขี่ขับรถเสียหลักบนถนนเปียกลื่น ควรปฏิบัติอย่างไร |
| 20. การเข้าเกียร์ถอยหลังขณะรถยังไม่หยุดนิ่งมีผลเสียอย่างไร |
เฉลยแนวข้อสอบ ใบอนุญาตขับขี่ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เอกสาร การเตรียมตัว ท่าสอบ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ driving license แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ driving license แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562
เฉลย ข้อสอบใบขับขี่จริง หมวด เทคนิคการขับรถอย่างปลอดภัย
วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2558
เช็กด่วน! 7 อาการรถยนต์ส่อมีปัญหา!!
มาสังเกตอาการรถยนต์ของคุณกันดีกว่า ว่ามีสิ่งผิดปกติใดๆหรือไม่ ด้วยวิธีเช็คง่ายๆ 7 ประการ ช่วยบ่งบอกอาการเสียเบื้องต้นไม่ให้ลุกลามเกินแก้ไข ไปดูกันว่าทำอย่างไรบ้าง?
1.สตาร์ตเครื่องนานกว่าปกติ
เสียงสตาร์ตนั้นยังบอกอาการของรถท่านได้ เพราะปกติแล้วการสตาร์ทเครื่องยนต์นั้นจะใช้การถีบตัวไม่เกิน 3 ครั้งใช้เวลาไม่เกิน 30 วินาที ถ้านานกว่านั้นแสดงว่ารถเริ่มมีปัญหา หมายถึงแบตเตอร์รี่อาจจะเริ่มเสื่อมสภาพ ยิ่งถ้ารถคุณสตาร์ตช้า เตรียมเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ลูกใหม่ได้เลย
2.ร่องรอยน้ำมัน
บางครั้งเมื่อจอดรถแล้วพบรอยน้ำมันหยดเป็นทางนั้น หรือเป็นจุด อย่าวางใจโดยเด็ดขาด เพราะตามปกติแล้วน้ำมันจะไม่หยดได้เอง นอกจากเกิดความเสียหายต่อระบบนั้นๆ หมายถึงต้องมีอะไรผิดปกติแล้ว ดังนั้น ถ้าพบข้อนี้รีบตรวจสอบด่วน
3.เสียงที่ผิดปกติ
อาจเป็นเรื่อง ยากในการสังเกตในระหว่างขับรถ แต่สามารถสังเกตได้เมื่อรถจอดหรือเดินเบาเครื่องยนต์ก่อนขับออกถนน โดยทั่วไปแล้วการทำงานของเครื่องยนต์จะไม่มีเสียงผิดแปลก โดยเฉพาะเสียงเหล็กกระทบกัน หรือทางศัพท์ช่าง เรียกว่า "เสียงน็อก" (Knocking) หากได้ยินเสียงดังกล่าว และไม่เคยได้ยินมาก่อนนั้น ให้รีบไปหาผู้เชี่ยวชาญทันที แต่ทางที่ดีอันนี้อยากแนะนำบันทึกเสียงนั้นไว้ก่อน อาจจะถ่ายคลิป เพื่อใช้ประกอบในการอธิบายปัญหา
4.ควันขาวออกท่อ
รถที่ดีต้อง ไม่มีควันขาว เมื่อไรก็ตาม ที่รถมีอาการควันสีขาวออกท่อ พร้อมกลิ่นฉุน นั่นหมายถึงต้องมีสิ่งที่ผิดปกติกับระบบเครื่องยนต์ หากชี้ชัดไปนั้นจะมีหลายอาการมาก แต่ถ้าเห็นแล้วรีบหาช่างจะดีกว่า
5.ขับรถแล้วดูนุ่มนวลผิดกว่าปกติ
บางครั้งที่คุณขับรถนั้นเวลาขับสังเกตดีๆ ว่ารถเรานิ่มนวลผิดปกติไปหรือไม่จากที่เคยใช้มา ถ้าใช่แสดงว่ามีความเป็นไปได้ใน 2 ทาง คือ ลมยางอ่อน บางครั้งอาจจะหมายถึงยางรั่ว หรือ ระบบช่วงล่างบางชิ้นเสื่อมสภาพ โดยมากคือสปริงหรือโช้ก
6.เสียงจี๊ดๆ ตอนเบรก
เมื่อกดเบรก แล้ว ได้ยินเหมือนเสียงหนูร้องเอยู่ในรถ อาจจะด้านหน้า หรือ ด้านหลัง หมายถึงผ้าเบรกกำลังหมดอายุการใช้งาน ถ้าได้ยินแล้วอย่ารอช้า รีบหาเวลาไปเปลี่ยนผ้าเบรกก่อนจะทำความเสียหายต่อชุดจานเบรก
7.รถเร่งแล้วอืดกว่าเดิม
ถ้าเมื่อไรเร่งแล้วรู้สึกว่าไม่พุ่งเหมือนเดิม แต่ไม่มีความผิดปกติอย่างอื่น เช่น รอยน้ำมัน นั่นหมายถึงอาจจะต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแล้ว แต่หากถ่ายมาแล้วและยังวิ่งอืดอยู่ ก็จะมีอีก 2 เรื่อง คือ กรองน้ำมันเชื้อเพลิง กรองอากาศ อาการรถมีอัตราเร่งถอยนี้ มีผลโดยตรงต่ออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
1.สตาร์ตเครื่องนานกว่าปกติ
เสียงสตาร์ตนั้นยังบอกอาการของรถท่านได้ เพราะปกติแล้วการสตาร์ทเครื่องยนต์นั้นจะใช้การถีบตัวไม่เกิน 3 ครั้งใช้เวลาไม่เกิน 30 วินาที ถ้านานกว่านั้นแสดงว่ารถเริ่มมีปัญหา หมายถึงแบตเตอร์รี่อาจจะเริ่มเสื่อมสภาพ ยิ่งถ้ารถคุณสตาร์ตช้า เตรียมเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ลูกใหม่ได้เลย
2.ร่องรอยน้ำมัน
บางครั้งเมื่อจอดรถแล้วพบรอยน้ำมันหยดเป็นทางนั้น หรือเป็นจุด อย่าวางใจโดยเด็ดขาด เพราะตามปกติแล้วน้ำมันจะไม่หยดได้เอง นอกจากเกิดความเสียหายต่อระบบนั้นๆ หมายถึงต้องมีอะไรผิดปกติแล้ว ดังนั้น ถ้าพบข้อนี้รีบตรวจสอบด่วน
3.เสียงที่ผิดปกติ
อาจเป็นเรื่อง ยากในการสังเกตในระหว่างขับรถ แต่สามารถสังเกตได้เมื่อรถจอดหรือเดินเบาเครื่องยนต์ก่อนขับออกถนน โดยทั่วไปแล้วการทำงานของเครื่องยนต์จะไม่มีเสียงผิดแปลก โดยเฉพาะเสียงเหล็กกระทบกัน หรือทางศัพท์ช่าง เรียกว่า "เสียงน็อก" (Knocking) หากได้ยินเสียงดังกล่าว และไม่เคยได้ยินมาก่อนนั้น ให้รีบไปหาผู้เชี่ยวชาญทันที แต่ทางที่ดีอันนี้อยากแนะนำบันทึกเสียงนั้นไว้ก่อน อาจจะถ่ายคลิป เพื่อใช้ประกอบในการอธิบายปัญหา
4.ควันขาวออกท่อ
รถที่ดีต้อง ไม่มีควันขาว เมื่อไรก็ตาม ที่รถมีอาการควันสีขาวออกท่อ พร้อมกลิ่นฉุน นั่นหมายถึงต้องมีสิ่งที่ผิดปกติกับระบบเครื่องยนต์ หากชี้ชัดไปนั้นจะมีหลายอาการมาก แต่ถ้าเห็นแล้วรีบหาช่างจะดีกว่า
5.ขับรถแล้วดูนุ่มนวลผิดกว่าปกติ
บางครั้งที่คุณขับรถนั้นเวลาขับสังเกตดีๆ ว่ารถเรานิ่มนวลผิดปกติไปหรือไม่จากที่เคยใช้มา ถ้าใช่แสดงว่ามีความเป็นไปได้ใน 2 ทาง คือ ลมยางอ่อน บางครั้งอาจจะหมายถึงยางรั่ว หรือ ระบบช่วงล่างบางชิ้นเสื่อมสภาพ โดยมากคือสปริงหรือโช้ก
6.เสียงจี๊ดๆ ตอนเบรก
เมื่อกดเบรก แล้ว ได้ยินเหมือนเสียงหนูร้องเอยู่ในรถ อาจจะด้านหน้า หรือ ด้านหลัง หมายถึงผ้าเบรกกำลังหมดอายุการใช้งาน ถ้าได้ยินแล้วอย่ารอช้า รีบหาเวลาไปเปลี่ยนผ้าเบรกก่อนจะทำความเสียหายต่อชุดจานเบรก
7.รถเร่งแล้วอืดกว่าเดิม
ถ้าเมื่อไรเร่งแล้วรู้สึกว่าไม่พุ่งเหมือนเดิม แต่ไม่มีความผิดปกติอย่างอื่น เช่น รอยน้ำมัน นั่นหมายถึงอาจจะต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแล้ว แต่หากถ่ายมาแล้วและยังวิ่งอืดอยู่ ก็จะมีอีก 2 เรื่อง คือ กรองน้ำมันเชื้อเพลิง กรองอากาศ อาการรถมีอัตราเร่งถอยนี้ มีผลโดยตรงต่ออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
เช็ครถง่ายๆใน 10 นาทีก่อนเดินทางไกล
ช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นเวลาที่หลายคนเดินทางกลับภูมิลำเนา หรือขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัดกันอย่างล้นหลาม ซึ่งก่อให้เกิดทั้งปัญหารถติดขัด รวมถึงเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่าปกติ เราจึงขอแนะนำวิธีเช็ครถง่ายๆภายใน 10 นาที เพื่อให้การเดินทางของคุณผู้อ่านราบรื่นที่สุดไงล่ะครับ
หลายคนคงละเลยการเช็คสภาพรถกันมาเป็นระยะเวลานาน เพราะเข้าใจว่ารถตัวเองยังใหม่อยู่ หรือวางใจศูนย์บริการเนื่องจากนำรถเข้าเช็คระยะได้เพียงไม่นาน ดังนั้น ไม่ว่ารถของคุณจะเก่าหรือใหม่ นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ตรวจสอบรถยนต์คันโปรดด้วยตัวเอง สิ่งที่ควรเช็คมีดังนี้
1. เช็คระดับของเหลวในห้องเครื่อง
ของเหลวที่ต้องครวจเช็ค ได้แก่ น้ำมันเครื่อง, น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ, น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์, น้ำมันเบรก, น้ำกลั่นแบตเตอรี่, น้ำหล่อเย็นในหม้อน้ำและถังพัก (ถ้ามี), น้ำฉีดกระจกรถยนต์ ฯลฯ
ทุกอย่างที่กล่าวมานี้ควรอยู่ในระดับปกติ ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป หากน้ำมันจุดไหนมีลักษณะเป็นสีดำกว่าปกติอันเนื่องมาจากการเสื่อมสภาพ ควรรีบเปลี่ยนก่อนการเดินทางไกล เนื่องจากรถที่ขับเป็นระยะทางไกลๆ จำเป็นต้องใช้รอบเครื่องยนต์สูงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งประสิทธิภาพน้ำมันที่ดีจะช่วยลดการสึกหรอของชิ้นส่วนต่างๆได้
2. เช็คลมและสภาพยางรถยนต์
ควรตรวจสอบลมยางทุกเส้นไม่ให้มากหรือน้อยจนเกินไป รวมถึงสภาพดอกยางไม่ควรลึกน้อยกว่า 3 มิลลิเมตร และต้องไม่มีรอยฉีก บวม แต่อย่างใด ทางที่ดีควรตรวจสอบสภาพแก้มยางด้านในด้วย รวมถึงยางอะไหล่ว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
3. เช็คระบบกันสะเทือน
สามารถเช็คได้ง่ายๆด้วยการใช้น้ำหนักตัวขย่มลงไปบริเวณตัวถังรถ 1 ครั้ง โดยทำทั้ง 4 ล้อ หากโช็คอัพยังอยู่ในสภาพดี รถจะเด้งกลับขึ้นมาแล้วหยุดทันที (หากลองฟังเสียงจะมีเสียง 'ฟื้ด' เบาๆตามจังหวะการเด้งของตัวรถด้วย) แต่หากโช็คอัพเสื่อมสภาพ ตัวรถจะเกิดอาการกระเด้งต่อเนื่องหลายครั้งจนกว่าจะหยุด ทางดีที่ควรรีบเปลี่ยนโช็คอัพเสียก่อน เนื่องจากมีผลต่อประสิทธิภาพการเกาะถนนโดยตรง
4. เช็คอุปกรณ์ส่องสว่าง
เช็คอุปกรณ์ส่องสว่างทั้งภายนอก-ภายในทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า, ไฟท้าย, ไฟเลี้ยว, ไฟเบรก รวมถึงไฟเบรคดวงที่ 3 ซึ่งหลายรุ่นถูกติดตั้งไว้ภายในรถ หากหลอดใดขาดควรรีบเปลี่ยนโดยทันที
5. เช็คเสียงผิดปกติ
ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเครื่องยนต์ไม่มีเสียงผิดปกติ ทั้งขณะเปิดแอร์ และเร่งเครื่อง ซึ่งเสียงที่พบบ่อยมักเป็นเสียงของสายพานที่เกิดการเสื่อมสภาพ จนมีเสียงดังเอี๊ยดจากห้องเครื่องในขณะเร่งเครื่อง รวมถึงต้องไม่มีเสียงดังเอี๊ยดจากเบรก ซึ่งมักบ่งบอกว่าผ้าเบรคใกล้หมดแล้ว หากมีเสียงผิดปกติเหล่านี้ควรรีบแก้ไขเสียก่อน
6. เช็ควันหมดอายุพรบ.และประกันภัย
ควรตรวจสอบวันหมดอายุของพรบ.และประกันภัยให้ดีเสียก่อนออกเดินทาง และควรทำความเข้าใจเงื่อนไขของประกันภัยที่ซื้อไว้ให้ดี โดยเฉพาะประเภท 2 พลัส และ 3 พลัสทั้งหลาย
7. เช็คอุปกรณ์จำเป็นติดรถ
หากเกิดเหตุฉุกเฉินยามอยู่ต่างถิ่นที่ไม่คุ้นเคย การพึ่งตัวเองให้ได้ก่อนถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ดังนั้นจึงควรหาอุปกรณ์ติดรถเผื่อไว้สำหรับยามฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็น สายลากจูง, สายพ่วงแบตเตอรี่, น้ำสะอาด (เผื่อกรณีต้องเติมหม้อน้ำ), ป้ายเตือนสะท้อนแสง รวมถึงไฟฉายเล็กๆติดรถไว้ เป็นต้น
8. เตรียมความพร้อมของผู้ขับ
สิ่งสำคัญที่สุดนอกเหนือจากสภาพรถที่สมบูรณ์ ก็คือความพร้อมของผู้ขับขี่นั่นเอง ทางที่ดีควรพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอก่อนออกเดินทาง อาจเตรียมน้ำ ขนม ลูกอม ไว้ทานเล่นๆระหว่างทาง หากรู้สึกง่วงก็ควรเปลี่ยนคนขับ หรือแวะปั๊มล้างหน้าล้างตาเสียหน่อย
สุดท้ายนี้ ทีมงาน Sanook!Auto ก็ขอให้คุณผู้อ่านทุกท่านเดินทางถึงจุดหมายด้วยสวัสดิภาพ ปลอดภัยทุกท่านครับ
หลายคนคงละเลยการเช็คสภาพรถกันมาเป็นระยะเวลานาน เพราะเข้าใจว่ารถตัวเองยังใหม่อยู่ หรือวางใจศูนย์บริการเนื่องจากนำรถเข้าเช็คระยะได้เพียงไม่นาน ดังนั้น ไม่ว่ารถของคุณจะเก่าหรือใหม่ นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ตรวจสอบรถยนต์คันโปรดด้วยตัวเอง สิ่งที่ควรเช็คมีดังนี้
1. เช็คระดับของเหลวในห้องเครื่อง
ของเหลวที่ต้องครวจเช็ค ได้แก่ น้ำมันเครื่อง, น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ, น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์, น้ำมันเบรก, น้ำกลั่นแบตเตอรี่, น้ำหล่อเย็นในหม้อน้ำและถังพัก (ถ้ามี), น้ำฉีดกระจกรถยนต์ ฯลฯ
ทุกอย่างที่กล่าวมานี้ควรอยู่ในระดับปกติ ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป หากน้ำมันจุดไหนมีลักษณะเป็นสีดำกว่าปกติอันเนื่องมาจากการเสื่อมสภาพ ควรรีบเปลี่ยนก่อนการเดินทางไกล เนื่องจากรถที่ขับเป็นระยะทางไกลๆ จำเป็นต้องใช้รอบเครื่องยนต์สูงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งประสิทธิภาพน้ำมันที่ดีจะช่วยลดการสึกหรอของชิ้นส่วนต่างๆได้
2. เช็คลมและสภาพยางรถยนต์
ควรตรวจสอบลมยางทุกเส้นไม่ให้มากหรือน้อยจนเกินไป รวมถึงสภาพดอกยางไม่ควรลึกน้อยกว่า 3 มิลลิเมตร และต้องไม่มีรอยฉีก บวม แต่อย่างใด ทางที่ดีควรตรวจสอบสภาพแก้มยางด้านในด้วย รวมถึงยางอะไหล่ว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
3. เช็คระบบกันสะเทือน
สามารถเช็คได้ง่ายๆด้วยการใช้น้ำหนักตัวขย่มลงไปบริเวณตัวถังรถ 1 ครั้ง โดยทำทั้ง 4 ล้อ หากโช็คอัพยังอยู่ในสภาพดี รถจะเด้งกลับขึ้นมาแล้วหยุดทันที (หากลองฟังเสียงจะมีเสียง 'ฟื้ด' เบาๆตามจังหวะการเด้งของตัวรถด้วย) แต่หากโช็คอัพเสื่อมสภาพ ตัวรถจะเกิดอาการกระเด้งต่อเนื่องหลายครั้งจนกว่าจะหยุด ทางดีที่ควรรีบเปลี่ยนโช็คอัพเสียก่อน เนื่องจากมีผลต่อประสิทธิภาพการเกาะถนนโดยตรง
4. เช็คอุปกรณ์ส่องสว่าง
เช็คอุปกรณ์ส่องสว่างทั้งภายนอก-ภายในทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า, ไฟท้าย, ไฟเลี้ยว, ไฟเบรก รวมถึงไฟเบรคดวงที่ 3 ซึ่งหลายรุ่นถูกติดตั้งไว้ภายในรถ หากหลอดใดขาดควรรีบเปลี่ยนโดยทันที
5. เช็คเสียงผิดปกติ
ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเครื่องยนต์ไม่มีเสียงผิดปกติ ทั้งขณะเปิดแอร์ และเร่งเครื่อง ซึ่งเสียงที่พบบ่อยมักเป็นเสียงของสายพานที่เกิดการเสื่อมสภาพ จนมีเสียงดังเอี๊ยดจากห้องเครื่องในขณะเร่งเครื่อง รวมถึงต้องไม่มีเสียงดังเอี๊ยดจากเบรก ซึ่งมักบ่งบอกว่าผ้าเบรคใกล้หมดแล้ว หากมีเสียงผิดปกติเหล่านี้ควรรีบแก้ไขเสียก่อน
6. เช็ควันหมดอายุพรบ.และประกันภัย
ควรตรวจสอบวันหมดอายุของพรบ.และประกันภัยให้ดีเสียก่อนออกเดินทาง และควรทำความเข้าใจเงื่อนไขของประกันภัยที่ซื้อไว้ให้ดี โดยเฉพาะประเภท 2 พลัส และ 3 พลัสทั้งหลาย
7. เช็คอุปกรณ์จำเป็นติดรถ
หากเกิดเหตุฉุกเฉินยามอยู่ต่างถิ่นที่ไม่คุ้นเคย การพึ่งตัวเองให้ได้ก่อนถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ดังนั้นจึงควรหาอุปกรณ์ติดรถเผื่อไว้สำหรับยามฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็น สายลากจูง, สายพ่วงแบตเตอรี่, น้ำสะอาด (เผื่อกรณีต้องเติมหม้อน้ำ), ป้ายเตือนสะท้อนแสง รวมถึงไฟฉายเล็กๆติดรถไว้ เป็นต้น
8. เตรียมความพร้อมของผู้ขับ
สิ่งสำคัญที่สุดนอกเหนือจากสภาพรถที่สมบูรณ์ ก็คือความพร้อมของผู้ขับขี่นั่นเอง ทางที่ดีควรพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอก่อนออกเดินทาง อาจเตรียมน้ำ ขนม ลูกอม ไว้ทานเล่นๆระหว่างทาง หากรู้สึกง่วงก็ควรเปลี่ยนคนขับ หรือแวะปั๊มล้างหน้าล้างตาเสียหน่อย
สุดท้ายนี้ ทีมงาน Sanook!Auto ก็ขอให้คุณผู้อ่านทุกท่านเดินทางถึงจุดหมายด้วยสวัสดิภาพ ปลอดภัยทุกท่านครับ
วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558
วิธีการดูแลเบาะรถยนต์
การดูและเบาะรถยนต์เราจะแนะนำ โดยการการแบ่งเบาะรถยนต์เป็น 3 ประเภทดังนี้
1. เบาะหนังแท้
- ไม่ควรอมความร้อน
- มีผิวสำผัสที่รู้สึกดีกว่าวัสดุชนิดอื่น
- ดูหรูหรา ภูมิฐาน
- มีความคงทนสูง (ถ้าใช้และดูแลอย่างถูกวิธี)
- รักษายากกว่าวัสดุตัวอื่น
-อาจเกิดเสียงดัง ออดแอดอันเกิดจากการเสียดสีของผิวสัมผัส
- เก็บความชื้นได้ดีกว่าหนังเทียมโดยทั่วไปคุณสมบัติของผ้าที่ถือว่าดีมีความคงทนถาวรที่สุดชนิดหนึ่งก็คือหนังแท้ทั้งยังให้ความรู้สึกที่หรูหรามากกว่าผ้าชนิดอื่นแต่ราคาก็แพงกว่าอยู่มาก
วิธีการดูแลรักษาเบาะหนังแท้
อย่าให้ถูกแสงแดดนานๆเพราะจะทำให้ผ้ากรอบได้เร็วกว่าปกติอันเนื่องมาจากรังสีUV พยายามอย่าโดนน้ำหรือความชื้นเพราะผ้าหนังแท้มีคุณสมบัติซึมน้ำได้พอสมควรและที่สำคัญเมื่อหนังเกิดความชื้นขึ้นจะทำให้ตัวแบททีเรียที่ฝังอยู่ข้างในออกมาเดินเพ่นพ่านส่งกลิ่นอับอย่าเช็ดเบาะด้วยน้ำยาเคลือบเบาะบ่อยนักควรใช้เท่าที่จำเป็น เพราะว่าเมื่อเราเช็ดไปแล้วนั้นน้ำยาต่างๆที่เราใช้เช็ดจะเข้าไปฝั่งอยู่ภายในทำให้ผ้านุ่มดูเหมือนใหม่(ฟังแล้วดูดีจัง)แต่เมื่อใดที่สารดังกล่าวเสื่อมก็จะกลายเป็นสารที่มีความหนืดสูงซึ่งจะทำให้ผ้าแข็งขึ้นทำให้ต้องทาซ้ำใหม่เพื่อให้กลับมานิ่มเหมือนเดิม โดยจริงๆ แล้วนั้นบางบริษัทที่มีรถยนต์ระดับหรูหราและร้านเบาะรถยนต์เขาจะใช้Vaselineทาบางๆจะทำให้ผ้าไม่กรอบง่ายแต่ต้องทาบ่อยๆเพราะเขาจะติดอยู่แค่ผิวนอกอาจจะหลุดออกได้ง่ายหน่อย แต่ในเมื่อถ้าเราอยากจะใช้เบาะหนังแท้ให้สวยก็ต้องรักษากันหน่อยละกัน
- รักษาง่ายกว่าวัสดุตัวอื่น
- ไม่เก็บความชื้น
- อมความร้อน
- ผิวสัมผัสสบายไม่อบ
- ไม่ทนทานเท่าวัสดุตัวอื่นๆวิธีการรักษาของวัสดุตัวนี้ไม่ยุ่งยากจัดได้ว่าง่ายที่สุดก็ได้
วิธีการดูแลรักษาเบาะหนังเทียม
อย่าให้โดนแดดบ่อยนักอันนี้เป็นเหมือนกันทุกอย่างโดยบ่อยๆเสื่อมเร็วอย่างเช่นยางต่างๆเสื่อมเร็วกว่าเมืองนอกตั้งเยอะนำเข้าก็แพง ภาษีโหดร้ายเลยต้องทนๆ เอาถ้าเบาะเลาะก็ใช้ผ้าชุบน้ำให้แล้วบิดพอหมาดเช็ดเหมือนกับที่เช็ดแผงประตูหรือแผงหน้าปัทนั้นแหละคุณสมบัติไม่ต่างกันเท่าใหร่สำหรับเบาะชนิดนี้ก็ยังอุตส่าห์มีน้ำยามาเคลือบเงาอีกบางทีน้ำยาเคลือบเงาแพงกว่าค่าผ้าเสียอีก
3. เบาะกำมะหยี่,เบาะผ้า
- ไม่อมความร้อน
- มีผิวสำผัสที่รู้สึกดีกว่าหนังเทียม
- ดูหรูหรา ภูมิฐานรองมาจากหนังแท้
- มีความคงทนสูง(ถ้าใช้และดูแลอย่างถูกวิธี)
- รักษายาก
- เก็บความชื้นได้ดี
- มีกลิ่นอับง่าย
วิธีการดูแลรักษาเบาะกำมะหยี่,เบาะผ้า
การดูแลรักษาเบาะกำมะหยี่,เบาะผ้าเห็นจะยากที่สุดก็เป็นเรื่องของความสะอาดเพราะเป็นวัสดุที่มีความสามารถเก็บสิ่งสกปรกต่างๆ ในตัวเองได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะของเหลวที่ใหลซึมเข้าสู่เนื้อในแล้วละก็ตัวผ้าจะเป็นด่างในทันที่โดยส่วนมากวัสดุชนิดนี้ที่นำมาใช้ในรถยนต์นั้นมักจะใช้สีเข้มเพื่อเป็นการเลี่ยงสีไม่ให้เห็นสิ่งสกปรกด้านใน
วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2557
ข้อสอบใบขับขี่ ปี 2558 จำนวน 740 ข้อ พร้อมเฉลย
ชุดข้อสอบในทั้งหมดในกลุ่ม
- ข้อสอบใบขับขี่ 50 ข้อ ชุดมารยาทและจิตสำนึกมีจำนวน 109 ข้อ ผู้ออกข้อสอบ เว็บไทยเทสออนไลน์ ทดสอบแล้ว 2412 ครั้ง
- ข้อสอบใบขับขี่ 50 ข้อ หมวด กฎหมายว่าด้วยจราจรทางบกมีจำนวน 50 ข้อ ผู้ออกข้อสอบ ข้อสอบใบขับขี่ ทดสอบแล้ว 5969 ครั้ง
- ข้อสอบใบขับขี่จริง หมวดการบำรุงรักษารถมีจำนวน 127 ข้อ ผู้ออกข้อสอบ ข้อสอบใบขับขี่จริง หมวดการบำรุงรักษารถ ทดสอบแล้ว 2675 ครั้ง
- แนวข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ ปี 2558มีจำนวน 517 ข้อ ผู้ออกข้อสอบ นายธนัชชา โพธิกุล ทดสอบแล้ว 8464 ครั้ง
- ข้อสอบทำใบขับขี่ 50 ข้อ ปี 2557 พร้อมเฉลยมีจำนวน 88 ข้อ ผู้ออกข้อสอบ นายธนัชชา โพธิกุล ทดสอบแล้ว 45162 ครั้ง
- แบบทดสอบทำใบขับขี่รถยนต์พร้อมเฉลยปี 2557มีจำนวน 364 ข้อ ผู้ออกข้อสอบ นายธนัชชา โพธิกุล ทดสอบแล้ว 12627 ครั้ง
- ข้อสอบใบขับขี่รถยนต์พร้อมเฉลย ปี 2557มีจำนวน 278 ข้อ ผู้ออกข้อสอบ เว็บไทยเทสออนไลน์ ทดสอบแล้ว 52599 ครั้ง
- ข้อสอบใบขับขี่จริงหมวด เทคนิคการขับรถอย่างปลอดภัยมีจำนวน 211 ข้อ ผู้ออกข้อสอบ เว็บไทยเทสออนไลน์ ทดสอบแล้ว 10620 ครั้ง
- ข้อสอบใบขับขี่ของจริง หมวด ป้ายเตือนมีจำนวน 58 ข้อ ผู้ออกข้อสอบ เว็บไทยเทสออนไลน์ ทดสอบแล้ว 11209 ครั้ง
- ข้อสอบใบขับขี่ของจริง.หมวด ป้ายบังคับมีจำนวน 38 ข้อ ผู้ออกข้อสอบ เว็บไทยเทสออนไลน์ ทดสอบแล้ว 6978 ครั้ง
- ข้อสอบใบขับขี่ฉบับจริง.หมวด เครื่องหมายพื้นทางมีจำนวน 12 ข้อ ผู้ออกข้อสอบ เว็บไทยเทสออนไลน์ ทดสอบแล้ว 2052 ครั้ง
- แนวข้อสอบใบขับขี่รถยนต์มีจำนวน 14 ข้อ ผู้ออกข้อสอบ เว็บไทยเทสออนไลน์ ทดสอบแล้ว 3358 ครั้ง
- แบบทดสอบออนไลน์ชุดกฎหมายว่าด้วยรถยนต์มีจำนวน 14 ข้อ ผู้ออกข้อสอบ เว็บไทยเทสออนไลน์ ทดสอบแล้ว 2054 ครั้ง
- แบบทดสอบออนไลน์ใบขับขี่ หมวดกฎหมายว่าด้วยรถยนต์มีจำนวน 10 ข้อ ผู้ออกข้อสอบ เว็บไทยเทสออนไลน์ ทดสอบแล้ว 1563 ครั้ง
- ข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ หมวดกฎหมายว่าด้วยรถยนต์มีจำนวน 10 ข้อ ผู้ออกข้อสอบ เว็บไทยเทสออนไลน์ ทดสอบแล้ว 887 ครั้ง
- ข้อสอบใบขับขี่หมวดกฎหมายว่าด้วยรถยนต์มีจำนวน 10 ข้อ ผู้ออกข้อสอบ เว็บไทยเทสออนไลน์ ทดสอบแล้ว 1528 ครั้ง
- แบบทดสอบใบขับขี่ หมวดกฎหมายว่าด้วยรถยนต์มีจำนวน 10 ข้อ ผู้ออกข้อสอบ เว็บไทยเทสออนไลน์ ทดสอบแล้ว 719 ครั้ง
- ข้อสอบใบขับขี่รถยนต์พร้อมเฉลย 2557 หมวดกฎหมายว่าด้วยรถยนต์มีจำนวน 10 ข้อ ผู้ออกข้อสอบ เว็บไทยเทสออนไลน์ ทดสอบแล้ว 957 ครั้ง
- ข้อสอบใบขับขี่ พร้อมเฉลย หมวดกฎหมายว่าด้วยรถยนต์มีจำนวน 10 ข้อ ผู้ออกข้อสอบ เว็บไทยเทสออนไลน์ ทดสอบแล้ว 10423 ครั้ง
- ความรู้สำหรับสอบใบขับขี่ล่าสุด 2557 ตอนเครื่องหมายพื้นทางมีจำนวน 20 ข้อ ผู้ออกข้อสอบ เว็บไทยเทสออนไลน์ ทดสอบแล้ว 8736 ครั้ง
วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2557
ชนิดของใบขับขี่ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์
| ชนิดของใบขับขี่ | อายุ (ปี) | อัตราค่าธรรมเนียม (บาท) |
1. ใบอนุญาตขับรถชนิดชั่วคราว
- ใบอนุญาตขับรถยนต์ชั่วคราว - ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อชั่วคราว - ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว | 1 1 1 | 100 50 50 |
| 2. ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล | 5 | 500 |
| 3. ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล | 5 | 250 |
| 4. ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ | 3 | 300 |
| 5. ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อสาธารณะ | 3 | 150 |
| 6. ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล | 5 | 250 |
| 7. ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ | 3 | 150 |
| 8. ใบอนุญาตขับรถบดถนน | 5 | 250 |
| 9. ใบอนุญาตขับรถแทรกเตอร์ | 5 | 250 |
| 10. ใบอนุญาตขับรถชนิดอื่นนอกจาก (1) ถึง (9) | 5 | 100 |
| 11. ใบอนุญาตขับรถตามความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี (ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ) | 1 | 500 |
ผู้ประสงค์จะทำใบขับขี่แบบใหม่ (บัตรพลาสติก) จะต้องชำระค่าถ่ายรูปและพิมพ์บัตรฉบับละ 100 บาท
10 วิธีเซฟน้ำมันรถยนต์
แม้ว่าราคาน้ำมันช่วงจะลดต่ำลงยั่วใจขาเที่ยวให้ผุดไอเดียขับรถไปต่างจังหวัดกันแบบสบายกระเป๋า แต่เราก็ขอบอกกล่าว 10 วิธีง่ายๆช่วยขับรถได้อย่างประหยัดน้ำมัน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2558 จะได้มีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายอย่างอื่นนั่นไงล่ะครับ
1.ควรเก็บสัมภาระหรือของหนักๆที่ไม่จำเป็นออกจากรถเพื่อจะได้ลดน้ำหนัก ซึ่งการเพิ่มน้ำหนักจะทำให้รถกินน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 20% ตามระยะทางที่วิ่งเชียวนะครับ
2.ควรอุ่นเครื่องยนต์อย่างน้อยสัก 1 นาที ในหน้าร้อน และ 3 นาที ในหน้าหนาว ซึ่งเครื่องยนต์จะได้ไม่ใช้กำลังฉุดมากและการหล่อลื่นจะสมบูรณ์ขึ้นด้วยนะครับ
3.ค่อยๆ ออกตัวเมื่อรถจอดนิ่งที่ 1,000-2,000 รอบ จะได้ความนิ่มนวล ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและลดการสึกหรอของเครื่องยนต์ด้วย
4.ควรใช้เกียร์สูงขึ้นเมื่อรถวิ่งได้ 2,500 รอบ ขึ้นไป เพราะการลากเกียร์จะทำให้ชุดเกียร์ทำงานหนักจนอายุการใช้งานสั้นลงและทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วยครับ
5.เครื่องยนต์ 2,000 cc. ขึ้นไป หรือรถยนต์ขนาดกลางนั้น ความเร็วคงที่ๆประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงคือ 110 Km./h. ส่วน เครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,600 cc.หรือรถยนต์ขนาดเล็ก ความเร็วคงที่ๆประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงคือ 90 Km./h. ซึ่งการรักษาเสถียรภาพความเร็วตามนี้ได้ ทำให้รถยนต์กินน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยที่สุดขณะรถวิ่งนะครับ
6.ควรพักรถสัก 15 นาที เมื่อขับรถเกิน 4 ชั่วโมง เพื่อให้ความร้อนลดลง ซึ่งจะทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นในระบบคลายความร้อนลงและกลับมามีคุณสมบัติที่ดีอีกครั้งหนึ่ง
7.เกียร์ถอยหลังจะกินน้ำมันเชื้อเพลิงมากที่สุดนะครับ ควรค่อยๆ ถอยหลังไม่ต้องเร่งเครื่องยนต์มากเกินไป โดยเกียร์ถอยหลังจะใช้อัตราทด และใช้แรงฉุดมากกว่าทุกเกียร์
8.ควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้เหมาะสม และไม่ควรหยุดรถหรือเบรกรถโดยพร่ำเพรื่อ ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและ ทำให้ไม่สิ้นเปลืองผ้าเบรกโดยไม่จำเป็น ด้วยครับ
9.ก่อนถึงปลายทางสัก 500 เมตร ควรปิดคอมเพรสเซอร์แอร์เพื่อลดภาระของเครื่องยนต์ ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และพัดลมจะเป่าลมไล่ความชื้นในตู้แอร์ ไล่เชื้อราที่สะสมอยู่ในความชื้นอีกด้วย
10.ตรวจสอบลมยางให้สม่ำเสมอ ทุกๆ 2 อาทิตย์ หากลมยางอ่อนรถจะวิ่งได้ช้าลง ขอบยางจะสึกมากและยางจะหมดอายุก่อน กำหนด รวมทั้งยังเป็นการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วยครับ
ที่มา OLX.co.th
1.ควรเก็บสัมภาระหรือของหนักๆที่ไม่จำเป็นออกจากรถเพื่อจะได้ลดน้ำหนัก ซึ่งการเพิ่มน้ำหนักจะทำให้รถกินน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 20% ตามระยะทางที่วิ่งเชียวนะครับ
2.ควรอุ่นเครื่องยนต์อย่างน้อยสัก 1 นาที ในหน้าร้อน และ 3 นาที ในหน้าหนาว ซึ่งเครื่องยนต์จะได้ไม่ใช้กำลังฉุดมากและการหล่อลื่นจะสมบูรณ์ขึ้นด้วยนะครับ
3.ค่อยๆ ออกตัวเมื่อรถจอดนิ่งที่ 1,000-2,000 รอบ จะได้ความนิ่มนวล ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและลดการสึกหรอของเครื่องยนต์ด้วย
4.ควรใช้เกียร์สูงขึ้นเมื่อรถวิ่งได้ 2,500 รอบ ขึ้นไป เพราะการลากเกียร์จะทำให้ชุดเกียร์ทำงานหนักจนอายุการใช้งานสั้นลงและทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วยครับ
5.เครื่องยนต์ 2,000 cc. ขึ้นไป หรือรถยนต์ขนาดกลางนั้น ความเร็วคงที่ๆประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงคือ 110 Km./h. ส่วน เครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,600 cc.หรือรถยนต์ขนาดเล็ก ความเร็วคงที่ๆประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงคือ 90 Km./h. ซึ่งการรักษาเสถียรภาพความเร็วตามนี้ได้ ทำให้รถยนต์กินน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยที่สุดขณะรถวิ่งนะครับ
6.ควรพักรถสัก 15 นาที เมื่อขับรถเกิน 4 ชั่วโมง เพื่อให้ความร้อนลดลง ซึ่งจะทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นในระบบคลายความร้อนลงและกลับมามีคุณสมบัติที่ดีอีกครั้งหนึ่ง
7.เกียร์ถอยหลังจะกินน้ำมันเชื้อเพลิงมากที่สุดนะครับ ควรค่อยๆ ถอยหลังไม่ต้องเร่งเครื่องยนต์มากเกินไป โดยเกียร์ถอยหลังจะใช้อัตราทด และใช้แรงฉุดมากกว่าทุกเกียร์
8.ควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้เหมาะสม และไม่ควรหยุดรถหรือเบรกรถโดยพร่ำเพรื่อ ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและ ทำให้ไม่สิ้นเปลืองผ้าเบรกโดยไม่จำเป็น ด้วยครับ
9.ก่อนถึงปลายทางสัก 500 เมตร ควรปิดคอมเพรสเซอร์แอร์เพื่อลดภาระของเครื่องยนต์ ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และพัดลมจะเป่าลมไล่ความชื้นในตู้แอร์ ไล่เชื้อราที่สะสมอยู่ในความชื้นอีกด้วย
10.ตรวจสอบลมยางให้สม่ำเสมอ ทุกๆ 2 อาทิตย์ หากลมยางอ่อนรถจะวิ่งได้ช้าลง ขอบยางจะสึกมากและยางจะหมดอายุก่อน กำหนด รวมทั้งยังเป็นการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วยครับ
ที่มา OLX.co.th
วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2557
เฉลยข้อสอบใบขับขี่ 50 ข้อ ชุดมารยาทและจิตสำนึก
เฉลยข้อสอบใบขับขี่ 50 ข้อ ชุดมารยาทและจิตสำนึก | |||
http://www.thaitestonline.com | |||
| #####เฉลยของข้อสอบคือข้อที่เป็นตัวหนา##### |
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||
วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557
เฉลยข้อสอบ แนวข้อสอบ ทำขออนุญาตใบขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์
เฉลยแนวข้อสอบใบขับขี่แยกตามหมวด
1 ) ข้อสอบใบขับขี่จริงหมวด กฎหมายว่าด้วยรถยนต์
2 ) ข้อสอบใบขับขี่จริง หมวด กฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก
3 ) ข้อสอบใบขับขี่จริง.หมวด เครื่องหมายพื้นทาง
4) ข้อสอบใบขับขี่จริง.หมวด ป้ายบังคับ
5) ข้อสอบใบขับขี่จริง หมวด ป้ายเตือน
6) ข้อสอบใบขับขี่จริง หมวด ป้ายแนะนำ
7) ข้อสอบใบขับขี่จริง หมวด มารยาทและจิตสำนึก
8) ข้อสอบใบขับขี่จริง หมวด เทคนิคการขับรถอย่างปลอดภัย
9) ข้อสอบใบขับขี่จริง หมวด การบำรุงรักษารถ
10.ข้อสอบใบขับขี่จริง หมวด รูปภาพจราจร
11. ข้อสอบใบขับขี่จริง หมวด การรับรู้สัญาณอันตราย
12 ข้อสอบใบขับขี่จริงหมวด กฎหมายแพ่งพาณิชย์และกฎหมายอาญา
1 ) ข้อสอบใบขับขี่จริงหมวด กฎหมายว่าด้วยรถยนต์
2 ) ข้อสอบใบขับขี่จริง หมวด กฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก
3 ) ข้อสอบใบขับขี่จริง.หมวด เครื่องหมายพื้นทาง
4) ข้อสอบใบขับขี่จริง.หมวด ป้ายบังคับ
5) ข้อสอบใบขับขี่จริง หมวด ป้ายเตือน
6) ข้อสอบใบขับขี่จริง หมวด ป้ายแนะนำ
7) ข้อสอบใบขับขี่จริง หมวด มารยาทและจิตสำนึก
8) ข้อสอบใบขับขี่จริง หมวด เทคนิคการขับรถอย่างปลอดภัย
9) ข้อสอบใบขับขี่จริง หมวด การบำรุงรักษารถ
10.ข้อสอบใบขับขี่จริง หมวด รูปภาพจราจร
11. ข้อสอบใบขับขี่จริง หมวด การรับรู้สัญาณอันตราย
12 ข้อสอบใบขับขี่จริงหมวด กฎหมายแพ่งพาณิชย์และกฎหมายอาญา
วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2557
เฉลยข้อสอบใบขับขี่จริงหมวด กฎหมายว่าด้วยรถยนต์
เฉลยข้อสอบใบขับขี่จริงหมวด กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ | |||
http://www.thaitestonline.com | |||
| #####เฉลยของข้อสอบคือข้อที่เป็นตัวหนา##### |
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2557
ข้อสอบใบขับขี่ล่าสุด 2557 ตอนกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก
ข้อสอบใบขับขี่ล่าสุด 2557 ตอนกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก | |||
http://www.thaitestonline.com |
| ||||||||||||||
วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
แนะนำการดูแลรักษารถยนต์
1. ในช่วงรันอิน ขณะที่ขับรถไปได้ 1,600 กิโลเมตรแรก จำกัดความเร็วให้อยู่ต่ำกว่า 88 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเอาไว้ หรือความเร็วตามที่แนะนำสำหรับรถแต่ละรุ่น
2. หลีกเลี่ยงสิ่งของกระทบถูกรถ เพราะแม้แต่ลูกบอลพลาสติกเบา ๆ กระทบก็ทำให้เกิดรอยขนแมวได้
3. อย่าเร่งเครื่องเวลาสตาร์ททันที โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศข้างนอกหนาวเย็น ทางที่ดีควรเร่งความเร็วหลังผ่านไปประมาณสัก 10 - 20 นาที
4. พักเครื่องยนต์ด้วยการเลื่อนเกียร์ว่างให้อยู่ในตำแหน่งไฟสีแดง ไม่อย่างนั้นแม้จะไม่ได้ขับรถ ตัวเครื่องก็จะยังคงทำงานอยู่
5. พยายามไม่ขับรถเร็วจนเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนหรือเย็นจัด
6. หลีกเลี่ยงการหยุดรถกะทันหันที่จะทำให้ล้อสึกอย่างรวดเร็ว
7. เวลาหมุนพวงมาลัย ไม่ควรหักไปทิศทางใดจนสุด
8. หากรถติดอยู่ในพวกหลุมโคลนขนาดใหญ่จนเอาขึ้นมาลำบาก ควรเรียกช่างมาช่วยยกแทนที่จะพยายามเร่งเครื่องให้หลุดออกมา
9. การพ่วงของอื่น ๆ ไว้กับกุญแจรถด้วย จะทำให้กุญแจรถหนักขึ้น บวกกับเวลาที่ขับ แรงสั่นสะเทือนก็จะยิ่งทำให้ช่องที่เสียบกุญแจรถรับภาระหนักขึ้นอีก จนชิ้นส่วนภายในสึกหรอได้ เพราะฉะนั้นเลือกเอาเครื่องประดับเล็ก ๆ ชิ้นเบา ๆ มาใช้ก็พอแล้ว
10. หมั่นสังเกตหรือถ้าจะให้ดีก็ควรจดเอาไว้ด้วยว่าวัน ๆ น้ำมันของคุณหมดไปเท่าไหร่ และวันนี้ขับไปเป็นระยะทางเท่าไหร่ ถ้าน้ำมันหดหายจนผิดสังเกต จะได้ตามช่างมาดูสิ่งผิดปกติได้ทัน
11. อย่าทิ้งรถไว้เฉย ๆ นานเกินไปจนเครื่องยนต์สึกกร่อนเสียหาย โดยเฉพาะแบตเตอรี่ที่ต้องถูกดึงไฟมาใช้อยู่เรื่อย ๆ แม้จะไม่ใช้ เพราะฉะนั้นคุณจึงควรสตาร์ทรถวอร์มเครื่องบ้าง
12. ใช้ขาตั้งยกรถเป็นตัวค้ำเวลาจอด รถจะได้ไม่ต้องรับน้ำหนักมากเกินไป
13. จอดรถในที่ร่ม เพื่อไม่ให้รถร้อน หรือจะเลือกใช้รถเป็นสีที่คายความร้อนเช่นสีสว่างเป็นมันเงาดูก็ได้
14. ทำความสะอาดแผงหน้าปัดด้วยผ้าชุบน้ำพอหมาด และหมั่นดูดฝุ่นในรถเสมอ
15. เคลือบเบาะหนังเพื่อให้รถดูเหมือนใหม่อยู่เสมอ
16. แก้ปัญหาไฟท้ายมีร่องรอยด้วยการเอาเทปซึ่งขายในร้านอุปกรณ์สำหรับรถมาติด ก่อนที่น้ำจากฝนจะรั่วซึมเข้ามาติดอยู่ภายใน
17. ต่อให้เป็นรถที่ทนทานขนาดไหนก็ไม่ควรบรรทุกของหนักเกินไป ไม่ว่าจะเป็นที่ท้ายรถหรือมัดไว้บนหลังคาก็ตาม ซึ่งโดยทั่วไปแล้วควรจุไม่เกิน 90 กิโลกรัม
18. มองหาผ้ามาคลุมรถทุกครั้งตอนที่เก็บในโรงรถเพื่อรักษาสีให้ดูใหม่นาน ๆ
19. สำหรับคนที่จำเป็นต้องใช้รถบรรทุกของไปด้วย ควรใช้ผ้าหนา ๆ ปูสักชั้นก่อนใส่ของลงไปด้วย จะได้ไม่ขูดขีดโดนรถจนเป็นรอย
20. เคลือบแว็กซ์อีกชั้นเพื่อถนอมสีรถให้ติดทนนานยิ่งขึ้น รวมทั้งกันรอยขูดขีดด้วย
21. ตอนที่เติมลมยางรถ ลองสังเกตดูสิว่ามีความชื้นออกมาจากตัวปั๊มลมด้วยรึเปล่า ถ้ามีก็หยุดซะ เพราะหากมีความชื้นเข้าไปฝังตัวด้านในจะทำให้ล้อเสียหายได้
22. เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดล้อที่เหมาะสม และพยายามขยันใช้เป็นประจำ เพราะล้อต้องเจอสิ่งสกปรกบ่อยกว่าส่วนอื่น ๆ
23. หยอดน้ำมันหล่อลื่นลงน๊อตล้อเพื่อกันความฝืดเคือง ให้เครื่องทำงานได้สะดวกมากขึ้น
24. ระบบเบรกป้องกันล้อล็อกนั้นค่อนข้างไม่ถูกกับความชื้นเป็นพิเศษ มันจึงควรถูกเช็ดทำความสะอาดให้แห้ง และควนตรวจเช็คอย่างน้อยทุก ๆ 3 ปี
25. เปลี่ยนน้ำมันเครื่องบ่อย ๆ คราบตกตะกอนจะได้ไม่ฝังอยู่ภายใน
26. คุณต้องทำความสะอาดฝาถังน้ำมันบางเช่นกัน เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกอุดตันอยู่ภายใน
27. ตรวจเช็คแบตเตอรี่เป็นประจำ ถ้ามีรอยแตกร้าวควรเปลี่ยนทันที และควรทำความสะอาดด้วย
28. เปลี่ยนหัวเทียนเมื่อคุณขับรถไปได้ 48,000 - 64,000 กิโลเมตร
29. ใช้น้ำสะอาดเติมลงหม้อน้ำรถยนต์เท่านั้น เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกเข้าไปสะสม โดยผสมน้ำยาหล่อเย็นและน้ำเปล่าในสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง
30. ปูผ้าขนหนูไว้บนเบาะก่อนเอาที่นั่งเด็กมาวางทับ เพื่อกันรอยขีดข่วน
31. กระปุกเก็บน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ต้องมีน้ำมันอยู่ในระดับพอดี และฝาปิดสนิทก่อนสตาร์ทเครื่องด้วย ไม่อย่างนั้นหากเจอความร้อนหลังเครื่องทำงานเข้าไป อาจยิ่งเพิ่มความดันจนทำให้น้ำมันล้นออกมาได้
32. ควรเปลี่ยนสายพานราวลิ้นตามระยะเวลาที่แนะนำในคู่มือ
33. หมั่นตรวจน้ำกลั่นแบตเตอรี่ไม่ให้อยู่ต่ำกว่าระดับที่ควร
34. ถอดก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมาเช็ดทำความสะอาดบ้าง
35. ตรวจเช็ควาล์ว PCV หรือ Positive Crankcase Ventilation และเปลี่ยนหลังขับรถไปเป็นระยะทาง 48,000 กิโลเมตร
36.เมื่อนำรถจอดตากแดดเป็นเวลานานๆ ก่อนใช้รถควรเปิดลมเปล่าให้แรงสุด(ปิดสวิตซ์ A/C) เพื่อไล่ความร้อนที่มีอยู่ในระบบแอร์ออกเสียก่อน แล้วจึงค่อยเปิดน้ำยาแอร์ (เปิดสวิตซ์ A/C)
37. ก่อนจอดรถทิ้งไว้นานๆ เช่น จอดข้ามคืน ควรเปิดลมเปล่าให้แรงสุด(ปิดสวิตซ์ A/C) ประมาณ 5 นาที เพื่อไล่ความชื้น ไล่น้ำ ที่ค้างอยู่ในตู้แอร์ออกก่อน เพราะตู้แอร์ทำจาก อลูมิเนียม จะเกิดการผุกร่อนได้ง่าย และจะทำให้ตู้แอร์ลดการเหม็นอับอีกด้วย
38. จงจำไว้เสมอว่า ระบบแอร์ เป็น "ระบบปิด" ดังนั้นเมื่อรถคุณเติมน้ำยาแอร์บ่อยๆ แสดงว่า เกิดการรั่วของระบบแอร์ในรถของคุณแล้ว
39. ไม่ควรเปิดกระจกขับรถบ่อย เพราะจะทำให้ฝุ่นละอองจากภายนอก เข้ามาอุดตันในตู้แอร์ ได้เร็วยิ่งขึ้น
40. เมื่อแอร์ไม่เย็น(กรณีเปิดน้ำยาแอร์แล้ว,เปิดสวิตซ์ A/C แล้ว) แต่ยังไม่เย็น ให้รีบปิด น้ำยาแอร์หรือ สวิตซ์ A/C ทันที เพราะอย่างน้อยๆ ถ้าเกิดการรั่วในระบบ น้ำยาแอร์และ น้ำมันคอมเพรสเซอร์จะมีน้อยมากในระบบ จะทำให้คอมเพรสเซอร์พังมากขึ้นกว่าเดิม แล้วควรนำรถไปเช็คให้เร็วที่สุด แต่กรณีนี้ใช้ลมเปล่าก่อนก็ได้
41. ควรล้างตู้แอร์ ทุกๆ 2 ปี หรือถ้าใครเปิดกระจกขับรถบ่อย ให้ล้างทุกๆ ปี หรือตามเห็นสมควร
42. เมื่อมีเหตุจำเป็นที่ต้องเปิดกระจกขับรถ ควรปิดช่องแอร์บริเวณคอลโซลหรือจุดที่แอร์ ออกให้หมดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ฝุ่นเข้าไปในระบบแอร์น้อยที่สุด
ที่มา กระปุกดอจคอม
วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ 2557
ข้อสอบใบขับขี่ของจริง หมวด ป้ายเตือน | |||
http://www.thaitestonline.com |
| ||||||||||||||
ข้อสอบใบขับขี่ของจริง หมวด ป้ายเตือน
ข้อสอบใบขับขี่ของจริง หมวด ป้ายเตือน | |||
http://www.thaitestonline.com |
| ||||||||||||||
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







